ไร้ค่า
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2553 ก่อนวันที่ 1 ธันวาคมจะมาถึง นาทีสุดท้ายนี้เอง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันเกิดผม ผมเกิดช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ตอนที่ผมเกิดแม่เล่าให้ฟังว่า แม่ไม่สบายทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลตัวเองจนส่งผลมาถึงผม ผมเกิดมาสุขภาพอ่อนแอ ตัวเล็ก หมอต้องดูแลเป็นพิเศษภายในตู้อบอยู่หลายวัน ญาติพี่น้องหลายคนกังวลว่าผมจะไม่รอด แต่ผมก็รอดมาจนกระทั่งอีกไม่กี่วินาทีนี้ ผมก็จะอายุ 24 ปีแล้ว
วันคล้ายวันเกิดปีนี้ช่างเงียบเหงาเวิ้งว้างโดดเดี่ยว ผมอยู่คนเดียวบนสะพานสระแก้ว ในเวลาเที่ยงคืนของวันสิ้นเดือนเช่นนี้ สะพานสระแก้วแทบจะไร้ผู้คน ลมหนาวพัดมาเงียบเหงาเหลือใจ ในมือถือเค้กชิ้นน้อย บรรจงปักเทียนสี่เล่ม ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านไป ผมไม่น่าสัญญาต่อตัวเองเลยว่า ตราบใดที่ยังเรียนอยู่ศิลปากรเมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดวันใด ผมจะมาเป่าเค้ก ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที บนสะพานสระแก้ว และหกปีผ่านไปผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความเจ็บปวดท้อแท้สิ้นหวัง
ผมสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความฝันบริสุทธิ์ว่าอยากเป็นนักเขียน ด้วยความเข้าใจอย่างเบาบางว่า “อักษรศาสตร์” คำนี้จะเป็นหนทางนำไปสู่คำว่า “นักเขียน” ด้วยความเชื่อมั่นเพียงเท่านี้ในตอนนั้น ผมจึงเที่ยวบอกใครๆด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผมจะเป็นนักเขียน” หกปีผ่านไปผมพูดคำนี้ไม่ออกจริงๆ
ผมเป็นลูกชายคนโตเพียงคนเดียวในครอบครัวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้อง และผมเป็นเด็กเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ทำได้ ยังจำได้ดีในวันที่ผมบอกพ่อแม่ว่า ผมสอบเข้าศิลปากรได้ ผมจะเป็นนักเขียน ท่านดูมีความสุข และความสุขของท่านก็เผื่อแผ่ไปสู่ลูกค้าของท่าน ลูกค้าหลายคนที่สนิทก็มักชอบหยอกเย้าผมไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่า “พ่อนักเขียนใหญ่” “เรียนจบแล้วเอาหนังสือมาให้อ่านบ้างนะ” “ขอลายเซ็นไว้ก่อนเลย เดี๋ยวดังแล้วขอยาก” ผมยิ้ม หกปีผ่านไปไม่มีใครแซวผมอีกแล้ว
หกปีที่ผมอยู่ที่ศิลปากร โดยเฉพาะสองปีสุดท้าย ผมไม่เหลือความตื่นเต้นดีใจแปลกใหม่อะไรกับที่นี่ มีแต่ความแหนงหน่ายจำเจซ้ำซากวนเวียน จากรู้จักคุ้นเคยเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่ายอยากจะหลีกหนีไปให้พ้น ความทรงจำดีๆที่เคยมีเมื่อสี่ปีก่อนถูกกลืนกินไปหมดแล้ว ไร้เพื่อน ไร้คนที่จะเปิดใจ ไร้คนที่จะโวยวายหยอกล้อ และไร้พลังที่จะเริ่มต้นเปิดรับสิ่งใหม่ คำๆเดียว คำเดียวจริงๆที่ทำให้ผมเป็นเช่นนี้ “Engอักษร” ภาษาอังกฤษหนึ่งขาสี่ตัวที่บังคับเลือก และบังคับผ่าน สองปีที่ผ่านมาผมวนเวียนเจ็บปวดกับคำๆนี้ซ้ำๆ คำเดียว และได้แต่หวังว่าผมจะผ่านมันไปภายในไม่ช้านี้ แต่คำว่า “Engอักษร” คำนี้เช่นกันที่ทำให้ผมได้พบกับผู้หญิงสองคน ที่สำนึกของผมยืนยันได้ว่าผมลืมพวกเธอไม่ได้จริงๆ
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2551 ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในวินาทีนั้นผมอยู่กับเธอบนสะพานสระแก้ว เราเป่าเค้กด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นานเราก็หากันไม่เจอ
เรารู้จักกันตั้งแต่ปี1 เธอรู้ดีว่าถึงอย่างไรผมก็คงไม่รอดภาษาอังกฤษแน่ๆ เธออาสาเข้ามาแก้หายนะนี้ แต่ด้วยความเย่อหยิ่งอวดดีของผม ผมปฏิเสธความหวังดีนี้มาตลอด ผ่านไป 2 ปี ผมจึงเริ่มเห็นเธอเป็นดวงดาวแห่งความหวัง ผมยอมให้เธอติวภาษาอังกฤษให้ผม ภายใต้การควบคุมวางแผนของเธอ ให้อ่าน ให้ท่อง ให้เขียน ให้ทดสอบ เธอตั้งปณิธานว่าเธอจะทำให้ผมผ่านภาษาอังกฤษไปพร้อมเธอให้ได้ 2 ปีผ่านไปเธอทำไม่สำเร็จ ผมสอบไม่ผ่านภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียว เธอเรียนจบไปแล้ว มีอนาคตที่ดีรอเธออยู่ ทั้งเงินและงานที่มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เหมาะสมกับบัณฑิตที่ได้เกียรตินิยมอย่างเธอ แล้วผมละ! ยังคงเป็นนักศึกษาที่ยังไม่รู้อนาคตว่าจะจบเมื่อไร
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงดูแลช่วยเหลือให้กำลังใจผมเสมอมา เธอยังมีความหวังกับผมว่าสักวันผมจะประสบความสำเร็จเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ แต่พ่อแม่ของเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว ด้วยเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ อีกทั้งเธอยังเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ฐานะ หน้าที่การงาน และอนาคต พ่อแม่ของเธอย่อมคาดหวังว่าเธอจะเจอผู้ชายที่ดีพร้อมเสมอเธอ และเธอจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีหลานน่ารักสักสองสามคนให้ท่านได้เอ็นดูทะนุถนอม ห่างไกลจากผมลิบลับ ผมเป็นเพียงสิ่งที่พวกท่านไม่ได้คาดหวัง และในสายตาของพวกท่านผมควรจะถูกกำจัดทิ้ง พวกท่านเองก็เป็นคนที่ตรงไปตรงมา หลังจากที่เธอพาผมไปพบพวกท่านที่บ้าน ไม่นานนักพวกท่านก็โทรศัพท์มากล่าวกับผมอย่างจริงใจขอให้ผมอยู่ห่างจากลูกของท่านจะเป็นรักแท้จริงที่ผมควรสละ
แน่นอนว่าด้วยความละอายใจของผม ผมยอมที่จะห่างจากเธอ แต่เธอไม่ เรายังคงแอบคบหากันจนกระทั่ง ผมแอบอ่านข้อความในโทรศัพท์ของเธอหลายข้อความจากหมายเลขเดียวกัน แต่ให้ตายเถิดผมอ่านข้อความเหล่านั้นไม่ออก มันเป็นภาษาอังกฤษขนาดยาวศัพท์สูงหลายบรรทัด ผมจนใจที่จะต้องปล่อยวาง นึกแค้นในใจว่าทำไมถึงอ่านไม่ออก ครั้นจะเปิดพจนานุกรมแปลก็กลัวเสียเวลาจนเธอจับได้ หรือจะคาดคั้นให้เธออ่านก็คงจะไม่ใช่ทางออก ผมพยายามลืมเรื่องนี้เสีย แต่ข้อความเหล่านี้จากเบอร์นั้นก็หลั่งไหลมาเรื่อยๆ
ในที่สุดผมก็ได้รู้จักชายเจ้าของข้อความเหล่านั้น ในวันที่ผมไปหาเธอที่ทำงาน เรานั่งดื่มกาแฟร้านข้างๆที่ทำงานของเธอตอนพักเที่ยง ชายคนนั้นปรากฏกายขอนั่งกับเราด้วย ผมจึงได้รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงานตำแหน่งสูงของเธอ เป็นชายที่ทุกคนในที่ทำงานเธอเกรงใจ และเป็นแบบอย่างที่เธอยกย่อง ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอจะแนะนำเพื่อนร่วมงานเธอด้วยการยกย่องอย่างใหญ่โตชื่นชมอย่างไร แต่ที่ผมทนไม่ได้ก็คือ ทำไมเธอกับเขาต้องพูดภาษาอังกฤษกันต่อหน้าผม ผมอึดอัดฟังไม่รู้เรื่อง แต่จากการสังเกตทั้งการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวเราะกลุ้มกริ่มกัน ด้วยความเคารพ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง ผมยอมรับว่าผมรับไม่ได้ผมโกรธมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำถามที่เขาถามผมเป็นภาษาไทยว่า “คุณยังเรียนไม่จบอีกหรือ น่าสงสารจังเหลือแค่ภาษาอังกฤษตัวเดียว สู้ๆผมเอาใจช่วย” หลังจากคำถามนี้จบผมขอตัวกลับ และเริ่มทบทวนว่าผมไม่เหมาะสมกับเธอจริงๆอย่างที่พ่อแม่เธอว่า หลังจากนั้นเราก็หายไปจากชีวิตของกันและกัน
ผมกลับมาเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง และทำทุกวิถีทางไม่ใช่แค่สอบผ่าน แต่ผมต้องเอาชนะ ต้องเก่งภาษาอังกฤษให้ได้ นี่คือเป้าหมายของผม สองปีที่ผ่านมาผมยอมรับว่าผมหมกมุ่นอยู่กับภาษาอังกฤษ โลกจะแตกใครจะตายหรือฆ่ากันผมไม่สน ไม่ต้องการเพื่อน ไม่ต้องการสังคมขอแค่ชนะภาษาอังกฤษ ผมยอมทิ้งทุกอย่าง แต่แล้วคำว่า “Eng อักษร” คำนี้อีกแล้วที่ทำให้ผมได้พบกับผู้หญิงอีกคน
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2552 ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในวินาทีนั้นผมอยู่กับเธอบนสะพานสระแก้ว เราเป่าเค้กด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ตัดสินใจที่จะลืมเธอ
เธอเป็นรุ่นน้องผม เราเรียนภาษาอังกฤษอยู่ห้องเดียวกัน ตลอดทั้งเทอมเราไม่เคยคุยหรือรู้จักกันเลย จนวันที่ผมต้องสอบพูด ผมไม่มีคู่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาสนิทสนมกับเธอ เมื่ออาจารย์จับเรามาสอบคู่กัน เธอนัดผมมาซ้อมพูดอยู่หลายวันในตอนเย็น นั่นเป็นโอกาสที่ผมได้ชวนเธอไปกินข้าว หลังจากนั้นมาเราก็เริ่มพูดคุยเปิดใจกันหลายเรื่องจนสนิทกัน เธอรู้ว่าผมเข้ามาเรียนอักษรเพราะอยากเป็นนักเขียนเช่นเดียวกับเธอ แต่ที่แตกต่างกันก็คือ เธอเป็นนักเขียนอย่างแท้จริง เธอประสบความสำเร็จในการเขียนได้รางวัลการันตีมากมาย ห่างไกลจากผมที่ยังไม่เริ่มเขียนทั้งๆที่ปากบอกว่าอยากเป็นนักเขียน ที่สำคัญเธอเรียนเก่งกว่าผมมาก เธอจะเป็นบัณฑิตที่มีเกียรตินิยมแนบท้าย ก่อนที่เธอจะเรียนจบก็มีหลายสำนักพิมพ์หยิบยื่นงานให้เธอ
ผมตามอ่านผลงานของเธอมาตลอดด้วยความชื่นชม และยกย่องในสิ่งที่ผมใฝ่ฝันแต่ทำมันไม่ได้ ผมซื้อหนังสือทุกเล่มที่เธอเขียน ไปทุกงานที่เธอได้รับรางวัล ผมชอบไต่ถามถึงความสำเร็จของเธอ อยากฟังย่างก้าวของความฝันบนถนนนักเขียนของเธอที่ผมไม่มีโอกาสเดิน แต่ยิ่งเธอประสบความสำเร็จเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกห่างไกลจากเธอเท่านั้น ยิ่งนานวันเข้าผมยิ่งรู้สึกเหมือนชีวิตติดลบถอยหลัง ไม่ใช่แค่เริ่มต้นช้ากว่าเพื่อนคนอื่นที่เรียนจบไปแล้ว 2 ปี บางคนมีงาน มีเงิน มีอาชีพที่น่าอิจฉา และกำลังก้าวหน้าเติบโต บางคนกำลังจะมีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง บางคนกำลังจะแต่งงานมีครอบครัว แต่ผมยังไม่มีอะไรเลยในชีวิต ไม่ต้องถามถึงความฝันที่จะเป็นนักเขียน ผมเลิกคิดถึงมันไปนานแล้ว เอาแค่เรียนจบจะมีใครรับบัณฑิตที่เรียนในมหาวิทยาลัยถึง 6 ปีอย่างผม ยิ่งเรียนอักษรศาสตร์ แต่เรียนภาษาอังกฤษถึง 6 ปี คงยากนักที่จะมีคนต้องการ ผมทบทวนชีวิตแย่ๆของผมอยู่นาน ในที่สุดผมก็สำนึกรู้ได้ว่าชีวิตผมมันไร้อนาคตจริงๆ พ่อกับแม่เฉยๆกับชีวิตผม เพื่อนบ้านไม่มีใครพูดถึงว่าผมจะเป็นอะไร หรือทำอะไรอีกแล้ว และนี่ก็คงพอจะเป็นคำตอบ ที่ทำให้ผมตัดสินใจที่จะลืมเธอ
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2553 ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2553 ผมบรรจงเป่าเค้กด้วยน้ำตาบนสะพานสระแก้วเพียงลำพัง ก่อนที่จะเดินหายไปอย่างเดี่ยวดาย และไร้ค่า!
ไร้ค่า(เรื่องสั้น)
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2553 ก่อนวันที่ 1 ธันวาคมจะมาถึง นาทีสุดท้ายนี้เอง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันเกิดผม ผมเกิดช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ตอนที่ผมเกิดแม่เล่าให้ฟังว่า แม่ไม่สบายทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลตัวเองจนส่งผลมาถึงผม ผมเกิดมาสุขภาพอ่อนแอ ตัวเล็ก หมอต้องดูแลเป็นพิเศษภายในตู้อบอยู่หลายวัน ญาติพี่น้องหลายคนกังวลว่าผมจะไม่รอด แต่ผมก็รอดมาจนกระทั่งอีกไม่กี่วินาทีนี้ ผมก็จะอายุ 24 ปีแล้ว
วันคล้ายวันเกิดปีนี้ช่างเงียบเหงาเวิ้งว้างโดดเดี่ยว ผมอยู่คนเดียวบนสะพานสระแก้ว ในเวลาเที่ยงคืนของวันสิ้นเดือนเช่นนี้ สะพานสระแก้วแทบจะไร้ผู้คน ลมหนาวพัดมาเงียบเหงาเหลือใจ ในมือถือเค้กชิ้นน้อย บรรจงปักเทียนสี่เล่ม ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านไป ผมไม่น่าสัญญาต่อตัวเองเลยว่า ตราบใดที่ยังเรียนอยู่ศิลปากรเมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดวันใด ผมจะมาเป่าเค้ก ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที บนสะพานสระแก้ว และหกปีผ่านไปผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความเจ็บปวดท้อแท้สิ้นหวัง
ผมสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความฝันบริสุทธิ์ว่าอยากเป็นนักเขียน ด้วยความเข้าใจอย่างเบาบางว่า “อักษรศาสตร์” คำนี้จะเป็นหนทางนำไปสู่คำว่า “นักเขียน” ด้วยความเชื่อมั่นเพียงเท่านี้ในตอนนั้น ผมจึงเที่ยวบอกใครๆด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผมจะเป็นนักเขียน” หกปีผ่านไปผมพูดคำนี้ไม่ออกจริงๆ
ผมเป็นลูกชายคนโตเพียงคนเดียวในครอบครัวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้อง และผมเป็นเด็กเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ทำได้ ยังจำได้ดีในวันที่ผมบอกพ่อแม่ว่า ผมสอบเข้าศิลปากรได้ ผมจะเป็นนักเขียน ท่านดูมีความสุข และความสุขของท่านก็เผื่อแผ่ไปสู่ลูกค้าของท่าน ลูกค้าหลายคนที่สนิทก็มักชอบหยอกเย้าผมไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่า “พ่อนักเขียนใหญ่” “เรียนจบแล้วเอาหนังสือมาให้อ่านบ้างนะ” “ขอลายเซ็นไว้ก่อนเลย เดี๋ยวดังแล้วขอยาก” ผมยิ้ม หกปีผ่านไปไม่มีใครแซวผมอีกแล้ว
หกปีที่ผมอยู่ที่ศิลปากร โดยเฉพาะสองปีสุดท้าย ผมไม่เหลือความตื่นเต้นดีใจแปลกใหม่อะไรกับที่นี่ มีแต่ความแหนงหน่ายจำเจซ้ำซากวนเวียน จากรู้จักคุ้นเคยเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่ายอยากจะหลีกหนีไปให้พ้น ความทรงจำดีๆที่เคยมีเมื่อสี่ปีก่อนถูกกลืนกินไปหมดแล้ว ไร้เพื่อน ไร้คนที่จะเปิดใจ ไร้คนที่จะโวยวายหยอกล้อ และไร้พลังที่จะเริ่มต้นเปิดรับสิ่งใหม่ คำๆเดียว คำเดียวจริงๆที่ทำให้ผมเป็นเช่นนี้ “Engอักษร” ภาษาอังกฤษหนึ่งขาสี่ตัวที่บังคับเลือก และบังคับผ่าน สองปีที่ผ่านมาผมวนเวียนเจ็บปวดกับคำๆนี้ซ้ำๆ คำเดียว และได้แต่หวังว่าผมจะผ่านมันไปภายในไม่ช้านี้ แต่คำว่า “Engอักษร” คำนี้เช่นกันที่ทำให้ผมได้พบกับผู้หญิงสองคน ที่สำนึกของผมยืนยันได้ว่าผมลืมพวกเธอไม่ได้จริงๆ
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2551 ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในวินาทีนั้นผมอยู่กับเธอบนสะพานสระแก้ว เราเป่าเค้กด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นานเราก็หากันไม่เจอ
เรารู้จักกันตั้งแต่ปี1 เธอรู้ดีว่าถึงอย่างไรผมก็คงไม่รอดภาษาอังกฤษแน่ๆ เธออาสาเข้ามาแก้หายนะนี้ แต่ด้วยความเย่อหยิ่งอวดดีของผม ผมปฏิเสธความหวังดีนี้มาตลอด ผ่านไป 2 ปี ผมจึงเริ่มเห็นเธอเป็นดวงดาวแห่งความหวัง ผมยอมให้เธอติวภาษาอังกฤษให้ผม ภายใต้การควบคุมวางแผนของเธอ ให้อ่าน ให้ท่อง ให้เขียน ให้ทดสอบ เธอตั้งปณิธานว่าเธอจะทำให้ผมผ่านภาษาอังกฤษไปพร้อมเธอให้ได้ 2 ปีผ่านไปเธอทำไม่สำเร็จ ผมสอบไม่ผ่านภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียว เธอเรียนจบไปแล้ว มีอนาคตที่ดีรอเธออยู่ ทั้งเงินและงานที่มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เหมาะสมกับบัณฑิตที่ได้เกียรตินิยมอย่างเธอ แล้วผมละ! ยังคงเป็นนักศึกษาที่ยังไม่รู้อนาคตว่าจะจบเมื่อไร
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงดูแลช่วยเหลือให้กำลังใจผมเสมอมา เธอยังมีความหวังกับผมว่าสักวันผมจะประสบความสำเร็จเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ แต่พ่อแม่ของเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว ด้วยเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ อีกทั้งเธอยังเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ฐานะ หน้าที่การงาน และอนาคต พ่อแม่ของเธอย่อมคาดหวังว่าเธอจะเจอผู้ชายที่ดีพร้อมเสมอเธอ และเธอจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีหลานน่ารักสักสองสามคนให้ท่านได้เอ็นดูทะนุถนอม ห่างไกลจากผมลิบลับ ผมเป็นเพียงสิ่งที่พวกท่านไม่ได้คาดหวัง และในสายตาของพวกท่านผมควรจะถูกกำจัดทิ้ง พวกท่านเองก็เป็นคนที่ตรงไปตรงมา หลังจากที่เธอพาผมไปพบพวกท่านที่บ้าน ไม่นานนักพวกท่านก็โทรศัพท์มากล่าวกับผมอย่างจริงใจขอให้ผมอยู่ห่างจากลูกของท่านจะเป็นรักแท้จริงที่ผมควรสละ
แน่นอนว่าด้วยความละอายใจของผม ผมยอมที่จะห่างจากเธอ แต่เธอไม่ เรายังคงแอบคบหากันจนกระทั่ง ผมแอบอ่านข้อความในโทรศัพท์ของเธอหลายข้อความจากหมายเลขเดียวกัน แต่ให้ตายเถิดผมอ่านข้อความเหล่านั้นไม่ออก มันเป็นภาษาอังกฤษขนาดยาวศัพท์สูงหลายบรรทัด ผมจนใจที่จะต้องปล่อยวาง นึกแค้นในใจว่าทำไมถึงอ่านไม่ออก ครั้นจะเปิดพจนานุกรมแปลก็กลัวเสียเวลาจนเธอจับได้ หรือจะคาดคั้นให้เธออ่านก็คงจะไม่ใช่ทางออก ผมพยายามลืมเรื่องนี้เสีย แต่ข้อความเหล่านี้จากเบอร์นั้นก็หลั่งไหลมาเรื่อยๆ
ในที่สุดผมก็ได้รู้จักชายเจ้าของข้อความเหล่านั้น ในวันที่ผมไปหาเธอที่ทำงาน เรานั่งดื่มกาแฟร้านข้างๆที่ทำงานของเธอตอนพักเที่ยง ชายคนนั้นปรากฏกายขอนั่งกับเราด้วย ผมจึงได้รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงานตำแหน่งสูงของเธอ เป็นชายที่ทุกคนในที่ทำงานเธอเกรงใจ และเป็นแบบอย่างที่เธอยกย่อง ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอจะแนะนำเพื่อนร่วมงานเธอด้วยการยกย่องอย่างใหญ่โตชื่นชมอย่างไร แต่ที่ผมทนไม่ได้ก็คือ ทำไมเธอกับเขาต้องพูดภาษาอังกฤษกันต่อหน้าผม ผมอึดอัดฟังไม่รู้เรื่อง แต่จากการสังเกตทั้งการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวเราะกลุ้มกริ่มกัน ด้วยความเคารพ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง ผมยอมรับว่าผมรับไม่ได้ผมโกรธมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำถามที่เขาถามผมเป็นภาษาไทยว่า “คุณยังเรียนไม่จบอีกหรือ น่าสงสารจังเหลือแค่ภาษาอังกฤษตัวเดียว สู้ๆผมเอาใจช่วย” หลังจากคำถามนี้จบผมขอตัวกลับ และเริ่มทบทวนว่าผมไม่เหมาะสมกับเธอจริงๆอย่างที่พ่อแม่เธอว่า หลังจากนั้นเราก็หายไปจากชีวิตของกันและกัน
ผมกลับมาเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง และทำทุกวิถีทางไม่ใช่แค่สอบผ่าน แต่ผมต้องเอาชนะ ต้องเก่งภาษาอังกฤษให้ได้ นี่คือเป้าหมายของผม สองปีที่ผ่านมาผมยอมรับว่าผมหมกมุ่นอยู่กับภาษาอังกฤษ โลกจะแตกใครจะตายหรือฆ่ากันผมไม่สน ไม่ต้องการเพื่อน ไม่ต้องการสังคมขอแค่ชนะภาษาอังกฤษ ผมยอมทิ้งทุกอย่าง แต่แล้วคำว่า “Eng อักษร” คำนี้อีกแล้วที่ทำให้ผมได้พบกับผู้หญิงอีกคน
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2552 ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในวินาทีนั้นผมอยู่กับเธอบนสะพานสระแก้ว เราเป่าเค้กด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ตัดสินใจที่จะลืมเธอ
เธอเป็นรุ่นน้องผม เราเรียนภาษาอังกฤษอยู่ห้องเดียวกัน ตลอดทั้งเทอมเราไม่เคยคุยหรือรู้จักกันเลย จนวันที่ผมต้องสอบพูด ผมไม่มีคู่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาสนิทสนมกับเธอ เมื่ออาจารย์จับเรามาสอบคู่กัน เธอนัดผมมาซ้อมพูดอยู่หลายวันในตอนเย็น นั่นเป็นโอกาสที่ผมได้ชวนเธอไปกินข้าว หลังจากนั้นมาเราก็เริ่มพูดคุยเปิดใจกันหลายเรื่องจนสนิทกัน เธอรู้ว่าผมเข้ามาเรียนอักษรเพราะอยากเป็นนักเขียนเช่นเดียวกับเธอ แต่ที่แตกต่างกันก็คือ เธอเป็นนักเขียนอย่างแท้จริง เธอประสบความสำเร็จในการเขียนได้รางวัลการันตีมากมาย ห่างไกลจากผมที่ยังไม่เริ่มเขียนทั้งๆที่ปากบอกว่าอยากเป็นนักเขียน ที่สำคัญเธอเรียนเก่งกว่าผมมาก เธอจะเป็นบัณฑิตที่มีเกียรตินิยมแนบท้าย ก่อนที่เธอจะเรียนจบก็มีหลายสำนักพิมพ์หยิบยื่นงานให้เธอ
ผมตามอ่านผลงานของเธอมาตลอดด้วยความชื่นชม และยกย่องในสิ่งที่ผมใฝ่ฝันแต่ทำมันไม่ได้ ผมซื้อหนังสือทุกเล่มที่เธอเขียน ไปทุกงานที่เธอได้รับรางวัล ผมชอบไต่ถามถึงความสำเร็จของเธอ อยากฟังย่างก้าวของความฝันบนถนนนักเขียนของเธอที่ผมไม่มีโอกาสเดิน แต่ยิ่งเธอประสบความสำเร็จเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกห่างไกลจากเธอเท่านั้น ยิ่งนานวันเข้าผมยิ่งรู้สึกเหมือนชีวิตติดลบถอยหลัง ไม่ใช่แค่เริ่มต้นช้ากว่าเพื่อนคนอื่นที่เรียนจบไปแล้ว 2 ปี บางคนมีงาน มีเงิน มีอาชีพที่น่าอิจฉา และกำลังก้าวหน้าเติบโต บางคนกำลังจะมีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง บางคนกำลังจะแต่งงานมีครอบครัว แต่ผมยังไม่มีอะไรเลยในชีวิต ไม่ต้องถามถึงความฝันที่จะเป็นนักเขียน ผมเลิกคิดถึงมันไปนานแล้ว เอาแค่เรียนจบจะมีใครรับบัณฑิตที่เรียนในมหาวิทยาลัยถึง 6 ปีอย่างผม ยิ่งเรียนอักษรศาสตร์ แต่เรียนภาษาอังกฤษถึง 6 ปี คงยากนักที่จะมีคนต้องการ ผมทบทวนชีวิตแย่ๆของผมอยู่นาน ในที่สุดผมก็สำนึกรู้ได้ว่าชีวิตผมมันไร้อนาคตจริงๆ พ่อกับแม่เฉยๆกับชีวิตผม เพื่อนบ้านไม่มีใครพูดถึงว่าผมจะเป็นอะไร หรือทำอะไรอีกแล้ว และนี่ก็คงพอจะเป็นคำตอบ ที่ทำให้ผมตัดสินใจที่จะลืมเธอ
ณ วินาทีที่นาฬิกาบอกเวลา 23 นาฬิกา 59 นาที นาทีสุดท้ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2553 ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2553 ผมบรรจงเป่าเค้กด้วยน้ำตาบนสะพานสระแก้วเพียงลำพัง ก่อนที่จะเดินหายไปอย่างเดี่ยวดาย และไร้ค่า!